ข้อแตกต่างระหว่างเทคโนโลยี Video Assistant Referees หรือ VAR และเทคโนโลยีโกลไลน์ (Goal – Line Technology)

Video Assistant Referees หรือ VAR VAR (Video Assistant Referee) หรือระบบภาพช้า เกิดขึ้นครั้งแรกในเกมระหว่างนิวยอร์ก เรดบูล และออร์แลนโด ซิตี บี ในเมเจอร์ลีก ซ็อกเกอร์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนสิงหาคม 2016 ด้วยเกมส์การแข่งขันฟุตบอลในปัจจุบันนั้นได้เพิ่มความเร็วมากขึ้นทำให้บางจังหวะผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินอาจจะตัดสินผิดพลาดบางจังหวะและก็ไม่ทันเกมส์ เมื่อตัดสินผิดพลาดแล้วอาจจะทำให้อีฝ่ายได้รับประโยชน์และอีกฝ่ายเสียประโยชน์ จังหวะก้ำกึ่งว่าจะเป็นประตูหรือไม่ จึงทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา ดังนั้นการนำเอาเทคโนโลยี VAR เข้ามาช่วยในการตัดสินก็เป็นเรื่องที่นิยมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการที่จะใช้ VAR เพื่อช่วยในการตัดสินได้แก่

1. จังหวะการได้ประตู มีการทำฟาวล์เกิดขึ้นหรือไม่

2. จังหวะจุดโทษหรือไม่จุดโทษ

3. การให้ใบแดงโดยตรง กรณีที่มีการฟาวล์หนักๆ

4. การให้ใบเหลืองหรือใบแดงผิดคน

          จาก 4 กรณีนี้ทำให้ทีมงาน VAR สามารถใช้กล้องจับภาพนักเตะในสนามที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกติกาต่าง ๆ ออกทางกล้องทั้งหมดที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ และเมื่อผู้ตัดสินต้องการขอใช้ VAR จะส่งสัญญาณมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพื่อขอดูเหตุการณ์ได้จากภาพช้าอีกครั้ง จากนั้นผู้ตัดสินจะเข้าไปยังห้องมอนิเตอร์จะตรวจสอบดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมงานก็จะส่งภาพที่มีความละเอียดสูงรายงานไปยังผู้ตัดสิน เมื่อดูเสร็จแล้วจะกลับเข้าไปรายงานในสนามให้ทราบผลจากการดูภาพช้าดังกล่าวให้ผู้เล่นทั้งสองทีมในสนามทราบว่าผลเป็นอย่างไร

          ส่วนเทคโนโลยีโกลไลน์ (Goal – Line Technology) เป็นเพียงการตรวจสอบว่าลูกฟุตบอลได้ข้ามเส้นประตูเข้าไปอย่างเต็มใบแล้วหรือไม่ และเมื่อลูกฟุตบอลข้ามเส้นไปอย่างสมบูรณ์แล้วระบบจะแจ้งเตือนไปยังผู้ตัดสินในสนาม เพื่อให้สามารถตัดสินการให้ประตูได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นเทคโนโลยีทั้ง 2 นี้ก็ใช้งานต่างกันอย่างสิ้นเชิงและใช้ในคนละกรณีเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินของผู้ตัดสินต่อไป เว็บ บอล น่าสนใจ มั่นคง

One thought on “ข้อแตกต่างระหว่างเทคโนโลยี Video Assistant Referees หรือ VAR และเทคโนโลยีโกลไลน์ (Goal – Line Technology)”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *